ค้นหา

คำสอน 14 กรกฎาคม 2016 เวลา 10:22 น.












ในบทเรียนครั้งล่าสุดที่ผ่านมา

เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายเอาไว้ว่า


การใช้พลังจิตใต้สำนึกแบบฉ้อฉล


การใช้พลังจิตใต้สำนึก

เพื่อสนองกิเลสตัณหาราคะ


การใช้พลังจิตใต้สำนึกไม่เป็น

เช่นให้เขาไปเที่ยวแสวงหา "ความร่ำรวย" มาให้

ทั้งๆ ที่จิตใต้สำนึกเองไม่รู้ว่า

ตัวรวยน่ะหน้าตามันเป็นยังไง


การใช้ไปในลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น

มันล้วนลดทอนพลังอำนาจของจิตใต้สำนึกทั้งสิ้น


ดังนั้น

บทเรียนครั้งนี้เราจะทำการขยายความ

กรณีการใช้ "จิตใต้สำนึก" แบบฉ้อฉล

ที่มันจะก่อให้เกิดผลลบต่อตนเองในวันหน้า

เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่ชอบใช้วิธีพิเศษ

วิธีที่ผิดกระบวนการทางธรรมชาตินี้ได้รู้ว่า

ครั้งต่อไปไม่สมควรกระทำเช่นว่านั้นอีก


แต่ก่อนอื่นท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

พลังแห่งจิตใต้สำนึกนั้นน่ะ

เป็นพลังอำนาจทางจิตวิญญาณ

ซึ่งองค์จิตจักรวาลหรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ทรงประทานให้พวกท่านถือติดตัวมาเกิดเป็นมนุษย์

เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรืออวัยวะของจิตวิญญาณ

ที่จะต้องทำงานร่วมกันกับจิตสำนึกของกายหยาบ

ในบทบาทของคนสองมิติโดยเฉพาะ


โดยจิตหยาบจะทำหน้าที่ในมิติโลกด้านกายภาพ

ส่วนจิตใต้สำนึกนั้นจะทำหน้าที่

ในมิติของจิตวิญญาณทางด้านพลังงานนั่นเอง

ซึ่งพระบิดาทรงกำกับกระบวนการสองมิตินี้ไว้ว่า

"จิตใต้สำนึก" จะเป็นเครื่องมือของ "จิตสำนึก" เสมอ


แปลว่าการกระทำใดๆในมิติทางจิตวิญญาณ

มันจะต้องกระทำผ่าน "จิตสำนึก" ของท่านเท่านั้น


การพยายามแทรกแซงกระบวนการธรรมชาตินี้

คือการตั้งจิต "ร้องขอในสิ่งที่ตนต้องการ"

โดยไม่ใส่ใจวิธีการที่จะได้มาในสิ่งที่ตนร้องขอ


วิธีฉ้อฉลคือการพยายาม "แสร้งทำ" ให้ตนเองเชื่อว่า

จิตใต้สำนึกจะดลบันดาลสิ่งนั้นๆ มาให้ตนได้แน่

โดย "แสร้งทำ" เป็นว่าตนนั้นปรารถนามันจริงๆ


ซึ่งวิธีฉ้อฉลตนเองแบบนี้

มีทั้งได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

และบางครั้งบางกรณีบำเหน็จที่ท่านได้มา

จิตวิญญาณของท่านก็ยังต้องไปก้าวล่วงผู้อื่นอีกด้วย


เช่นการ "กำหนดจิต" ให้ลูกค้าเป้าหมายคนหนึ่ง

ยอมซื้อสินค้าด้วยการยอมรับเงื่อนไขของตน

ยอมคล้อยตามการจูงใจของตนทุกอย่าง

โดยให้ตัดสินใจซื้อสินค้าของตนอย่างว่าง่าย


ด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกของตน

โดยสร้าง "ความเชื่อ" ให้ตนเองว่า

ลูกค้าเป้าหมายนั้น "ต้องยอมซื้อ" แน่นอน

พร้อมกับการภาวนาชื่อนามลูกค้านั้นซ้ำๆ กันบ่อยๆ

จนกว่าจะถึงวันนัดพบลูกค้ารายนั้นกันเลยทีเดียว


การกำหนดจิตแบบนี้เอง คือ การกำหนดผลลัพธ์

ที่ตนเองต้องการจะได้มาจากลูกค้าเป้าหมายนั้น

ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าการกระทำเยี่ยงนี้

มันมิได้สั่นสะเทือน "จิตสำนึก" ของตนเลย


การสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกนั้น

มันจะต้องเริ่มต้นที่การนึกว่าจะขายอย่างไร

จึงจะประสบผลสำเร็จคือขายได้


ต้องนึกก่อนว่าจะสร้างโอกาสในการขายได้อย่างไร

ตนจึงจะสามารถเข้าถึงลูกค้ารายนั้นง่ายขึ้น


ต้องนึกก่อนว่าจะขายอะไรในตัวสินค้านั้น

จึงจะทำให้ลูกค้าคล้อยตามจนตัดสินใจซื้อได้


เมื่อนึกด้วยจิตแล้วก็ต้องนำเอาแต่ละประเด็นที่นึก

ไปคิดพิจารณาเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า

ตนจะต้องเตรียมตนเองให้พร้อมอย่างไรบ้าง

ตนจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้างเพื่อเสนอขาย

จึงจะสามารถบรรลุผลการขายที่ต้องการได้


ขั้นตอนกระบวนการทั้งหมด

จะเริ่มต้นจากการนึกด้วยจิตเสมอ

เมื่อนึกได้แล้วก็นำเอาสิ่งที่นึกไปสู่การคิด

เมื่อคิดได้แล้วก็นำสิ่งที่คิดได้นั้นไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งสามขั้นตอนนี่แหละที่เราเรียกว่า

การสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกที่แท้จริง


เราจึงจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

เพียงแค่ท่านนึกได้ว่าจะขายอะไรในตัวสินค้านั้น

จึงจะช่วยให้ลูกค้าคล้อยตามท่านได้

แล้วเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมข้อมูลไว้ให้พร้อม


เมื่อถึงวันนำเสนอขายเข้าจริงๆ

เพียงแค่ท่านขายด้วยความ "เชื่อมั่น" ในตนเองว่า

จุดขายของสินค้าที่ท่านหยิบมาจูงใจลูกค้านั้น

"ต้องได้ผล" ในการตัดสินใจซื้ออย่างแน่นอน


เพียงเท่านี้ "จิตใต้สำนึก" ก็จะส่ง "พลังจิตใต้สำนึก"

ไปจูงจิตลูกค้าอย่างสุดพลังให้ท่านเอง

ในมิติทางพลังงานที่สองตาเปล่ามองไม่เห็น

วิธีการนี้เราเรียกว่า "การจูงจิต(Suggestion)"


ยิ่งถ้าท่านเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าวิธีของท่าน

ต้องได้ผลอย่างแน่นอนโดยไม่ลังเลมากเท่าไหร่

พลังจิตใต้สำนึกก็จะมีอำนาจการจูงมากขึ้นเท่านั้น


ดังนั้น

ถ้าท่านสังเกตกระบวนการใช้จิตใต้สำนึกที่ถูกต้อง

จะพบว่าท่านเพียงแค่สั่นสะเทือนจิตสำนึกเท่านั้น

จิตใต้สำนึกเขาก็พร้อมที่จะตอบสนอง

ความต้องการนั้นๆ เพื่อท่านอยู่แล้ว

โดยไม่ต้องใช้วิธีฉ้อฉล

โดยไม่ต้องใช้วิธี "หลอกตนเอง" แต่อย่างใด

เพียงท่านรู้จัก "บอกตนเอง" ในสิ่งที่ต้องการ

แล้วสั่นสะเทือนตนเองด้วยการลงมือทำเท่านั้น


ถ้าท่านอยากรู้อีกว่า "จิตใต้สำนึก" ของท่าน

ถ้ามีการหลอกใช้จะหลอกได้มั้ย

จะหลอกได้อย่างไร

หลอกจิตใต้สำนึกให้ทำบางสิ่งที่่ต้องการแล้ว

ผลเสียหายมันจะเกิดขึ้นกับตนเองอย่างไร

โปรดชูมือสองข้างอีกสักครั้งเถอะนะ


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

13-07-2016

ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตจากต่างเผ่าดาวเปรียบเหมือน เครื่องยนต์ที่ใช้พลังไฟแค่ 110 โว้ลต์เท่านั้น ถ้าขืนเข้ามาอยู่ในระบบโลกเครื่องยนต์จะพัง จนตัวเขาต้องตายเพราะพลังไฟฟ้า ของโลกแรงขนาด 220 โวลต์

สนามแม่เหล็กโลกที่แข็งแกร่งใช้เป็นรั้วป้องกันศัตรู จากนอกโลกได้ แต่ถ้ามนุษย์ถูกหลอกให้เสพติดกิเลสรั้วก็ จะอ่อนแอทันที เพราะรั้วที่แข็งแรงต้องสร้างด้วยความรักเท่านั้น บัดนี้แผนการศัตรูบรรลุผลเกินครึ่งแ

มนุษย์เปรียบเหมือนฝูงปลาในสระใหญ่คือโลก ที่พระบิดาทรงสร้างอาหารและทุกสิ่งไว้ให้พร้อมแล้ว ใยแค่คนตกปลาที่เป็นศัตรูเอาเบ็ดพร้อมเหยื่อปลอมโยนลงมา ก็พากันรีบงับทันทีโดยไม่กลัวตายไร้สติเสียแล้ว