ค้นหา

คำสอน 25 เมษายน 2017 เวลา 02:33 น.












พี่ๆ น้องๆ ที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


กิเลส ตัณหา และราคะจริต เป็นจิตฝ่ายต่ำ

ที่ทุกท่านจักต้องผ่านมันไปให้ได้

ถ้าผ่านมันไปไม่ได้สภาวะจิตของท่านก็จะไม่ก้าวหน้า


ที่ไม่ก้าวหน้าก็เพราะว่าจิตของท่าน

จะสั่นสะเทือนอยู่แต่ความถี่ในย่านนี้เท่านั้น

คือ โลภะ โทสะ โมหะ


วันๆเหมือนท่านเดินขึ้นเดินลงบันไดอยู่แค่ 3 ขั้น

ทั้งๆที่ยังมีบันไดเหลืออยู่อีกตั้งหลายขั้น

กว่าท่านจะพาตนเองขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุดได้


บันไดขั้นที่สูงกว่าสามขั้นนี้หมายถึง

แรงสั่นสะเทือนสูงสุดทางด้านบวก

ที่จิตยังยกระดับการสั่นสะเทือนต่อไปได้อีก

ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ในย่านของ "ความรัก" ล้วนๆ

คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

ท่านจะไม่สามารถยกระดับสภาวะจิต

ให้สูงขึ้นไปทางด้านบวกในย่านความรักนี้ได้เลย

ถ้าท่านยังมัว ขึ้นๆ ลงๆ บันไดแค่สามขั้น

เป็น โลภ โกรธ หลง-งมงาย อยู่แถวๆ นี้


ถ้าท่านจะผ่านมันไปได้

ก็ต้องใช้มหาสติควบคุมจิตตนเองไว้

แล้วสั่นสะเทือนเป็น "รักเพื่อให้" แทน

ใน ทุกๆ คน ทุกๆ กรณี ที่ท่านต้องตอบสนอง

ที่ท่านต้องมีสัมพันธ์ด้วย


ถ้าจะรักเพื่อให้ใครๆ ก็ได้แม้เขาไม่น่ารัก

ท่านก็จักต้องมองเห็นคุณค่าของคนผู้นั้นก่อน

ซึ่งท่านจะมองเห็นคุณค่าของคนอื่นได้

มิใช่เพียงแค่ใช้สองตาเนื้อจ้องมองเท่านั้น

แต่ท่านต้องมองเห็นคุณค่าด้วยปัญญาต่างหาก


ท่านจงอย่าปล่อยให้จิตใจมันเป็นอิสระ

เพราะมันจะสั่นสะเทือนไปตามเงื่อนไขปลุกเร้าเสมอ

ถ้าชอบจิตก็จะสั่นตอบสนองเป็นบวก

ถ้าไม่ชอบจิตก็จะสั่นตอบสนองเป็นลบ

ท่านจึงปล่อยให้จิตใจของท่านอิสระไม่ได้

ท่านจักต้องคุมจิตตนเองเอาไว้เสมอ

เพราะจิตมันเหมือนลิงที่มีนิสัยซุกซนอยู่ไม่สุข


ท่านจึงต้องหยิบ "#มหาสติ" ขึ้นมาถือครองไว้

โดยสติแรกที่ต้องนำมาใช้ปกครองจิต

เพื่อให้รู้เท่าทันอาการของจิตก็คือ #การรู้สติ

ซึ่งหมายถึงการรู้เท่าทันว่าในขณะนั้น

จิตสั่นสะเทือนเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดแบบใดอยู่

รู้เท่าทันว่าเพราะเมื่อครู่นี้ท่านเผชิญกับสิ่งใดมา

ทั้งท่านยังจะต้องรู้ว่าต่อไปข้างหน้ามันจะเป็นยังไง

ถ้าท่านจะสั่นสะเทือนทางจิตใจตอบสนอง

ในแบบที่ท่านกำลังจะกระทำนั้น


เมื่อท่านรู้เท่าทันจิตตนเองแล้ว

ท่านยังต้องหยิบสติที่สองขึ้นมาใช้ต่อไปอีก


สติที่สองที่ว่านี้ก็คือ #มีสติ"

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการ "รับรู้" อย่างฉลาด

หมายความว่า "รับรู้เพื่อเรียนรู้" ว่าอะไรเป็นอะไร

เป็นการรับรู้แล้วต้องนำมาขบคิดพิจารณา

มิใช่รับรู้แล้วรับเอามาเป็นเงื่อนไขทางจิต

การรับรู้เพื่อเรียนรู้มี 3 ลักษณะ คือ


1. #รับรู้แล้วรับเอา เพราะเห็นว่ามีสาระประโยชน์

2. #รับรู้แล้วไม่รับเอา เพราะเห็นว่าไร้สาระ

3. #ไม่รับรู้ไม่รับเอา เพราะมันเป็นสิ่งที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว


ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า

ถ้าท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดแล้ว

ไม่นึก ไม่คิด ไม่เรียนรู้ให้ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

กิเลสตัณหาและราคะจริตอย่างใดอย่างหนึ่ง

มันก็จะเบียดแทรกเข้ามาทันที


สิ่งใดรู้แล้วเช่นเพื่อนคนนี้สันดานขี้ขโมย

เมื่อเจอพฤติกรรมลักขโมยของเขาเข้า

ก็ให้ท่านจงวางเฉยเสีย

อย่าตกอกตกใจหวั่นไหวเสียความรู้สึก

เพราะท่านรู้มาก่อนแล้วว่าเขาเป็นคนแบบนั้น

เมื่อท่านรู้มาก่อนแล้วหรือ "รู้ๆ อยู่แล้ว"

จิตจึงต้องไม่ตกตาม

มันคือการรับรู้แล้วไม่รับเอานั่นเอง


ถ้าหากทุกๆวันท่านทำอย่างนี้ได้ทุกครั้ง

จิตของท่านก็จะเกิดการคุ้นชิน

จนกลายเป็น "วางเฉย" ได้เลยแม้ถูกยั่วยุ

ซึ่งอาการวางเฉยของจิตนี่แหละ

เรียกว่า #จิตเป็นอุเบกขา เพราะไม่รับรู้ไม่รับเอา


นี่จึงเป็นกระบวนการเอาชนะกิเลส

ซึ่งเป็นจิตฝ่ายต่ำหรือจิตหยาบด้วย #มหาสติ

ตามมรรควิถีแห่งจิตจักรวาล

ในบทบาทนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง

เพื่อการพัฒนาจิตตปัญญาสู่ด้านบวกสูงสุด

จนบรรลุมรรคผลสูงสุดทางจิตวิญญาณ

คือการหลุดพ้นหรือนิพพานนั่นเอง


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

25-4-2017

ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตจากต่างเผ่าดาวเปรียบเหมือน เครื่องยนต์ที่ใช้พลังไฟแค่ 110 โว้ลต์เท่านั้น ถ้าขืนเข้ามาอยู่ในระบบโลกเครื่องยนต์จะพัง จนตัวเขาต้องตายเพราะพลังไฟฟ้า ของโลกแรงขนาด 220 โวลต์

สนามแม่เหล็กโลกที่แข็งแกร่งใช้เป็นรั้วป้องกันศัตรู จากนอกโลกได้ แต่ถ้ามนุษย์ถูกหลอกให้เสพติดกิเลสรั้วก็ จะอ่อนแอทันที เพราะรั้วที่แข็งแรงต้องสร้างด้วยความรักเท่านั้น บัดนี้แผนการศัตรูบรรลุผลเกินครึ่งแ

มนุษย์เปรียบเหมือนฝูงปลาในสระใหญ่คือโลก ที่พระบิดาทรงสร้างอาหารและทุกสิ่งไว้ให้พร้อมแล้ว ใยแค่คนตกปลาที่เป็นศัตรูเอาเบ็ดพร้อมเหยื่อปลอมโยนลงมา ก็พากันรีบงับทันทีโดยไม่กลัวตายไร้สติเสียแล้ว