ค้นหา

คำสอน 28 มิถุนายน 2016 เวลา 19:01 น.












พี่ๆ น้องๆ ที่รักแห่งเราทั้งหลาย


เราจะขอกล่าวความจริง

ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลต่อท่านทั้งหลายว่า

มนุษย์ทุกคนเมื่ออายุครบสามขวบบริบูรณ์

ก็มีความสามารถที่จะเป็นผู้บงการ

หรือ "สั่งจิตใต้สำนึก" ของตนเองได้

ตามธรรมชาติของการเป็นคนสองมิติกันอยู่แล้ว


โดยไม่จำเป็นว่าท่านจะต้องไปเรียนรู้วิธีพิเศษ

อันลี้ลับจากใครที่ไหนเลยก็ได้

เพราะพระบิดาทรงกำหนดติดตั้งให้

"จิตใต้สำนึก" เป็นเครื่องมือของ "จิตสำนึก" อยู่แล้ว


จิตสำนึกก็คือ "จิตหยาบ สมอง และกายหยาบ"

ที่สั่นสะเทือนร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

เพื่อแสดงออกหรือกระทำพฤติกรรมใดๆในมิติโลก

ที่สามารถสัมผัสรู้ดูเห็นด้วยกลไกอายตนะทั้งห้าได้


ในขณะที่ "จิตใต้สำนึก" เมื่อได้รับรู้

แรงสั่นสะเทือนจากจิตสำนึกในมิติทางกายภาพแล้ว

ก็จะสั่นสะเทือนตามจิตสำนึกของตนทันที

เพื่อขับเคลื่อน "พลังจิตใต้สำนึก" ออกมา

ในรูปของคลื่นพลังงานจิตซึ่งเป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็ก

ชนิดเดียวกันกับคลื่นความถี่ของสนามแม่เหล็กโลก

ที่สองตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น


เพราะการเป็นคนสองมิติที่เรียกว่ามนุษย์นั้น

มีความลับเบื้องหลังมิติโลกที่พวกท่านไม่เคยรู้

ซึ่งเป็นดั่งเช่นที่เรากล่าวมาให้ท่านรู้นี่เอง

ท่านทั้งหลายจึงไม่เคยสะดุดนึกฝึกคิดกันเลยว่า

"กฎแห่งกรรม" สำหรับท่านน่ะมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

แล้วใครเป็นผู้ควบคุม "กระบวนการ"กฎแห่งกรรมนั้น


คำตอบก็คือ "กฎแห่งกรรม" นั้น

มันเกิดขึ้นในมิติของจิตวิญญาณของท่านต่างหาก

มิใช่เกิดขึ้นในมิติโลกทางกายภาพ

ทั้งกายกรรม วจีกรรม อย่างที่หลายคนเชื่ออยู่


แต่ความผิดบาปจนติดบ่วงกรรมของท่านนั้น

มันเป็นผลกรรมจากการกระทำของ "จิตใต้สำนึก"

ที่ทำไปตามความต้องการของจิตสำนึกที่ "ไร้สำนึก"

ซึ่งเป็นอาการหรือพฤติกรรมในมิติทางพลังงาน

ที่จิตใต้สำนึกใช้พลังแห่งเมอร์คขะบาห์ก่อขึ้น

เพื่อตอบสนองความต้องการของจิตหยาบโดยแท้


ดังนั้น

แม้ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองฝึกฝนพิเศษ

ท่านก็สามารถใช้จิตใต้สำนึกของตนเป็น

หรือสั่งจิตใต้สำนึกให้กระทำตามใจท่านได้อยู่แล้ว


แต่น่าเสียดายที่ท่านกระทำผิดบาป

ต่อแก่นแท้ตนเองตลอดมาด้วยความไม่รู้เท่าทัน

โดยวันๆท่านเอาแต้สั่งจิตใต้สำนึกตนเอง

ให้ใช้พลังอำนาจอย่างสิ้นเปลิองไป

เพราะใช้แล้ว "มิได้รับบำเหน็จ" จากพระเจ้า

แต่ท่านทำบุญทำทานทำดีแล้วสั่งจิตใต้สำนึก

ให้แสวงหาแต่ "บำเหน็จทางโลก" ที่ตัวเองต้องการ


ซึ่งมักจะเป็นไปตามอำนาจของโลภะโทษะโมหะ

ที่จิตวิญญาณของท่านไม่ต้องการทั้งสิ้น

เพราะมันรังแต่จะทำให้พลังจิตใต้สำนึกเสื่อมลงๆ

และยังเป็นการตัดสัมพันธ์โยงใยกับพระเจ้า

ซึ่งทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่านด้วย

จิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลายจึงกลับบ้านไม่ได้

จึงนิพพานไม่ได้เพราะความผิดบาปเหล่านี้


พระบิดาจึงทรงมีพระโอวาทต่อมนุษย์ผ่านเรามาว่า

ให้ท่านครองมหาสติไว้เพื่อการรู้นึก รู้คิด รู้กระทำ

แต่สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามเท่านั้น

นั่นคือ นึกดี คิดดี พูดดี ทำดี ต่อตนเองและผู้อื่นไว้


ทรงสอนให้ทำความดีโดยไม่ต้องไปอวดในธรรมศาลา

ทรงสอนให้ทำทานโดยไม่ต้องเป่าแตรนำหน้า

ทรงสอนว่าถ้ามือขวาทำความดีก็ไม่ต้องให้มือซ้ายรู้

ทรงสอนว่าทำทานทำดีก็จงอย่าหวังสิ่งตอบแทน

เพราะพระองค์จะทรงประทานบำเหน็จรางวัล

ที่เหมาะสมกับการกระทำดีนั้นให้ท่านเอง


ทั้งยังทรงสอนให้ท่านมีปณิธานแห่งการหลุดพ้น

ด้วยการรักให้ได้ ให้เขาให้เป็น

แม้เขาคนนั้นจะทำตัวไม่น่ารัก ไม่น่าให้อภัยก็ตาม


พระโอวาทคำสอนเหล่านี้

ล้วนเกี่ยวข้องกับการสอนให้ท่าน

ใช้จิตใต้สำนึกให้เป็นและใช้อย่างถูกต้องทั้งสิ้น


ท่านจะต้องรู้ด้วยว่า

การที่ท่านสื่อสารทางจิตกับใครไม่ได้

การที่ท่านต้องทำสามเหลี่ยมกับพระบิดาผ่านเรามา

การที่พระบิดาต้องใช้เรามากล่าวพระโอวาทแทน

การที่ท่านอยู่เหนือกฎแห่งกรรมไม่ได้

การที่ท่านต้องประสบเคราะห์กรรมอยู่บ่อยๆ

รวมทั้งสิ่งเหลวไหลเลวร้ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ

ล้วนมีสาเหตุหลักจาก "พลังจิตใต้สำนึก" เสื่อม

สาเหตุที่เสื่อมก็เพราะว่า

ท่านใช้พลังจิตใต้สำนึกไปอย่างไม่ถูกต้อง


ที่เรากล่าวมานี้เป็นความเสื่อมทางจิตวิญญาณ

ที่มนุษย์แต่ละคนกระทำต่อตนเอง

ด้วยความไม่รู้ซึ่งน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องกลับมาที่นี่ตามสัญญา


แต่ในตอนต่อไปที่เราจะกล่าวถึงนั้น

มันจะเป็นความเสื่อมอีกกรณีหนึ่ง

ซึ่งเกิดจากการ "จงใจ" ที่จะใช้วิธีที่ผิดธรรมชาติ

บงการให้จิตใต้สำนึกของตนเอง

ไปเหนี่ยวรั้งหรือบันดาล "บำเหน็จ" ที่ต้องการมาให้


ทั้งๆ ที่เมื่อประสงค์สิ่งใดเพียงท่านใช้จิตตปัญญา

หรือจิตสาม(สำ)นึกที่ตนมีอยู่สั่นมันให้เต็มพลัง

จิตใต้สำนึกก็พร้อมที่จะสั่นสะเทือนไปตามนั้นอยู่แล้ว

โดยมิพักต้องบงการหรือออกคำสั่งเขาเลย


ไม่นานนักหรอกบำเหน็จอันเลอค่าจากพระบิดา

ก็จะถูกหยิบยื่นเข้ามาในชีวิตของท่านเอง

เมื่อได้เวลาอันเหมาะสมของท่านแล้ว


ท่านจงระลึกเอาไว้เสมอว่า

ถ้าผลไม้ใดที่มีต้นสูงใหญ่เกินกว่าการปีนป่าย

หากท่านจะลิ้มรสชาติของผลไม้นั้นได้ง่ายๆ

ก็ต้องรอให้ถึงเวลาสุกงอมเสียก่อน

แล้วมันก็จะร่วงหล่นลงมาเอง

นี่จึงเป็น "บำเหน็จแห่งพระเจ้า"

ฉันใดก็ฉันนั้น


ตอนต่อไปเราจะกล่าวถึง

การสั่งจิตใต้สำนึกแบบ "จงใจ" กระทำ

ด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาติ

ใครต้องการเรียนรู้ต่อเนื่อง...อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว

โปรดชูมือแสดงตัวต่อเราอีกครั้ง...


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

28-06-2016

ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด

ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตจากต่างเผ่าดาวเปรียบเหมือน เครื่องยนต์ที่ใช้พลังไฟแค่ 110 โว้ลต์เท่านั้น ถ้าขืนเข้ามาอยู่ในระบบโลกเครื่องยนต์จะพัง จนตัวเขาต้องตายเพราะพลังไฟฟ้า ของโลกแรงขนาด 220 โวลต์

สนามแม่เหล็กโลกที่แข็งแกร่งใช้เป็นรั้วป้องกันศัตรู จากนอกโลกได้ แต่ถ้ามนุษย์ถูกหลอกให้เสพติดกิเลสรั้วก็ จะอ่อนแอทันที เพราะรั้วที่แข็งแรงต้องสร้างด้วยความรักเท่านั้น บัดนี้แผนการศัตรูบรรลุผลเกินครึ่งแ

มนุษย์เปรียบเหมือนฝูงปลาในสระใหญ่คือโลก ที่พระบิดาทรงสร้างอาหารและทุกสิ่งไว้ให้พร้อมแล้ว ใยแค่คนตกปลาที่เป็นศัตรูเอาเบ็ดพร้อมเหยื่อปลอมโยนลงมา ก็พากันรีบงับทันทีโดยไม่กลัวตายไร้สติเสียแล้ว